สรุปข่าวเศรษฐกิจ (ภาคเช้า) ประจำวันที่ 11 กรกฎาคม 2561

ข่าว

สรุปข่าวเศรษฐกิจ (ภาคเช้า) ประจำวันที่ 11 กรกฎาคม 2561

11 กรกฎาคม 2561
 

• ค่าเงินดอลลาร์ปรับแข็งค่าขึ้นใกล้ระดับสูงสุดรอบ 6 เดือนเมื่อเทียบกับค่าเงินเยน และค่าเงินในกลุ่มตลาดเกิดใหม่อย่างเม็กซิโก บราซิล และรัสเซีย โดยข้อมูลเศรษฐกิจโลกที่ปรับตัวขึ้นได้ช่วยลดประเด็นความตึงเครียดทางการค้า จึงหนุนให้กลุ่มนักลงทุนกลับเข้าซื้อสินทรัพย์เสี่ยงอีกครั้ง

นักวิเคราะห์ค่าเงิน มองว่า นักลงทุนลดความสนใจใน Trade War แต่ให้ความสนใจไปยังแนวโน้มทิศทางผลประกอบการบริษัทไตรมาสที่ 2 ที่ดูจะออกมาเป็นเชิงบวกในสัปดาห์นี้ ขณะที่Credit Suisse คาดผลประกอบการจะขยายตัวได้ต่อหุ้นประมาณ 20.1%

ดัชนีดอลลาร์ปรับแข็งค่าขึ้น 0.4% ที่ระดับ 94.475 จุด ขณะที่ค่าเงินเยนอ่อนค่าขึ้นไป 0.5% ที่ระดับ 111.35 เยนดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับอ่อนค่ามากที่สุดในรอบ 6 เดือนเมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์ และค่าเงินยูโรอ่อนค่าลงมา 0.5% ที่ระดับ 1.1743 ดอลลาร์/ยูโร

• ทีมบริหารของประธานาธิบดีสหรัฐฯ เตรียมประกาศขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนเพิ่มเติมอีก 10% เป็นมูลค่า 2 แสนล้านเหรียญ โดยรายการสินค้าคราวนี้จะครอบคลุมไปยังสินค้าประเภทอาหาร ยาสูบ ถ่านหิน สารเคมี ยางรถยนต์ อาหารสัตว์เลี้ยง เครื่องใช้ไฟฟ้า และชิ้นส่วนโทรทัศน์

• เจ้าหน้าที่อาวุโสจากสหรัฐฯระบุว่า รัฐบาลจีนไม่ยอมร่วมเจรจาทางการค้าร่วมกับสหรัฐฯอย่างจริงจัง ขณะที่รายการสินค้าที่สหรัฐฯกำลังจะประกาศขึ้นภาษี ได้ประเมินถึงผลกระทบที่จะขึ้นกับผู้บริโภคในสหรัฐฯแล้ว และคาดว่าการดำเนินการขึ้นภาษีสินค้าจากจีนอาจใช้เวลา 2 เดือน

• รายงานจากภาครัฐบาลสหรัฐฯ ชี้ว่า แรงงานชาวอเมริกาส่วนใหญ่สมัครใจที่จะลาออกจากตำแหน่งงานในเดือนพ.ค. จึงเป็นการส่งสัญญาณเกี่ยวกับความมั่นใจต่อตลาดแรงงานที่นักเศรษฐศาสตร์เชื่อว่าอาจได้เห็นค่าแรงปรับตัวขึ้น

ขณะที่รายงาน JOLTS Job Openings หรือการเปิดรับสมัครตำแหน่งงานใหม่ในสหรัฐฯมีตำแหน่งงานว่างเพิ่มขึ้น 212,000 ตำแหน่ง สู่ระดับ 3.3 ล้านตำแหน่ง ขณะที่การลาออกล่าสุดนั้นคิดเป็น 2.4% ซึ่งถือเป็นระดับการลาออกจากงานที่มากที่สุดนับตั้งแต่เม.ย. ปี 2001

• นายมิทช์ แมคคอนเนล หัวหน้าพรรครีพับลิกัน ระบุว่า เขาไม่ได้กังวลว่า นายทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯจะตัดสินใจถอนสหรัฐฯออกจากกลุ่ม NATO เนื่องจาก นายทรัมป์ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดของกลุ่ม NATO และมีการวิพากษ์วิจารณ์มาโดยตลอด นอกจากนี้ นายทรัมป์ยังมีประวัติยกเลิกสนธิสัญญาระหว่างประเทศมาแล้วนับหลายครั้ง

ทั้งนี้ นายมิทช์ยังได้ระบุอีกว่า การประชุมระหว่างนายทรัมป์ และนายวลาดิเมีย ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย จะเป็นการพบกันโดยตรงระหว่างทั้ง 2 ผู้นำ โดยที่ไม่มีเจ้าหน้าที่จากฝ่ายใดเข้าร่วมแม้แต่คนเดียว

• นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ มีแนวโน้มที่จะประกาศคงการสนับสนุนของสหรัฐฯที่มีต่อกลุ่ม NATO ต่อไป แต่อาจเร่งกดดันให้พันธมิตรในกลุ่มเพิ่มงบประมาณสำหรับการทหาร ระหว่างการประชุมระดับสูงของกลุ่ม NATO ในกรุงบรัสเซลส์ประเทศเบลเยี่ยม ที่จะเริ่มต้นขึ้นภายในวันนี้ และสิ้นสุดลงในวันพฤหัสบดี

• นางเทเรซ่า เมย์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ได้รับเสียงสนับสนุนที่แข็งแกร่งจากบรรดาสมาชิกรัฐสภาระดับอาวุโส รวมทั้งจากนางอังเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ทำให้เธอยังสามารถคงอำนาจในรัฐสภาเอาไว้ได้ แม้จะสั่นคลอนอย่างหนักจากการประกาศลาออกของรัฐมนตรีกระทรวง Brexit และรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศ เมื่อไม่กี่วันมานี้ เนื่องจากไม่พึงพอใจมุมมองของนางเมย์ในการรักษาความสัมพันธ์ทางการค้าอย่างใกล้ชิดกับสหภาพยุโรป

• นางอังเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ยินดีต่อข้อเสนอ Brexit ของนางเทเรซ่า เมย์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ที่อาจทำให้กระบวนการ Brexit โดยส่วนใหญ่รุดหน้ามากขึ้น

• น้ำมันดิบปรับตัวขึ้นเพราะได้รับแรงหนุนจากสต็อกน้ำมันดิบสหรัฐฯที่ปรับตัวลดลง และความกังวลจากภาวะอุปทานน้ำมันในนอเวย์และลิเบีย ขณะที่การปรับขึ้นของราคาน้ำมันเป็นไปอย่างจำกัดหลังจากที่ทางสหรัฐฯดูจะมีสัญญาณที่ว่าอาจทำการยกเว้นการคว่ำบาตรอิหร่านชั่วคราว

น้ำมันดิบ Brent ปิดปรับขึ้น 79 เซนต์ ที่ระดับ 78.86 เหรียญบาร์เรล หลังจากที่ช่วงต้นตลาดแตะ 79.51 เหรียญ/บาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบ WTI ปิดปรับขึ้น 28 เซนต์ ที่ระดับ 74.11 เหรียญ/บาร์เรล โดยช่วงต้นตลาดไปทำ High ที่ 74.7 เหรียญ/บาร์เรล

• รายงานจาก API ระบุว่า สต็อกน้ำมันดิบสหรัฐฯในสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับตัวลงไป 6.8 ล้านบาร์เรล

บริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ ฟิวเจอร์ จำกัด
121/19 ดิโอลด์ สยาม พลาซ่า ชั้น 1 ถนนพาหุรัด แขวงวังบูรพาภิรมย์ เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200
Copyright © 2014 MTS Gold Future. All right reserved