สรุปข่าวเศรษฐกิจ (ภาคค่ำ) ประจำวันที่ 16 พฤศจิกายน 2561

ข่าว

สรุปข่าวเศรษฐกิจ (ภาคค่ำ) ประจำวันที่ 16 พฤศจิกายน 2561

16 พฤศจิกายน 2561

·         ค่าเงินปอนด์ของอังกฤษทรงตัวในตลาดเอเชียโดยตลาดได้รับแรงกดดันจากภาวะความผันผวนเมื่อคืนนี้ และทำให้ค่าเงินปอนด์ร่วงลงมา โดยนักลงทุนมีความวิตกกังวลต่อความวุ่นวายทางการเมืองในประเทศที่อาจทำให้อังกฤษต้องออกจากอียูโดยปราศจากข้อตกลง


โดยค่าเงินดอลลาร์และค่าเงินเยนได้รับแรงหนุนจากวิกฤตทางการเมืองอังกฤษ หลังรัฐมนตรีคนสำคัญของนางเทเรซ่า เมย์ ประกาศลาออกจากการดำรงตำแหน่งในรัฐบาลของเธอเพื่อเป็นการแสดงความคัดค้านต่อแผน Brexit ของเธอ และความผันผวนดังกล่าวได้ทำให้เงินปอนด์ร่วงลงไปกว่า 1.7ซึ่งเป็นอัตราการร่วงลงที่มากที่สุดนับตั้งแต่ 11 ต.ค. ปี 2016 และระหว่างวันทรงตัวที่ 1.2792 ดอลลาร์/ปอนด์


·         กรรมการผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์ค่าเงินของ BK Asset Management มองว่า ปัญหาทางการเมืองไม่ว่าจะเป็น Brexit หลังจากที่รัฐมนตรี Brexit ประกาศลาออกจากตำแหน่งเพียงไม่กี่ชั่วโมง หลังจากนางเทเรซ่า เมย์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษได้รับเสียงสนับสนุนร่างการแยกตัวออกจากอียู ท่ามกลางพรรครัฐบาลและพรรคฝ่ายค้านบางคนสร้างความเสี่ยงทางการเมืองให้เพิ่มขึ้นที่ว่ามีความเสี่ยงจะเห็นข้อตกลงของเธอถูกรัฐสภาปฏิเสธและทำให้อังกฤษที่ต้องออกจากอียูในวันที่ 29 มี.ค.นั้น ปราศจากข้อตกลงใดๆ


·         การออกจากอียูโดยปราศจากข้อตกลงใดๆในเดือนมี.ค. อาจส่งผลต่อความสัมพันธ์ทางการค้ากับอียูในการจัดการภาษีศุลกากรที่ถูกกำหนดภายใต้เงื่อนไขของ WTO ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินต่างๆได้


·         นักวิเคราะห์บางรายเชื่อว่า ค่าเงินปอนด์ในภาวะขาขึ้นนั้นอาจจะยังไม่มีเหตุผลอะไรมาสนับสนุนได้ในช่วงนี้ จากโอกาสที่อาจเห็นการลงประชามติใหม่เพื่อเลือกยืนยันว่าชาวอังกฤษจะออกจากอียู (Brexit) และการคงอยู่ใน EU


·         ผลสำรวจจาก Sky New Poll ชี้ว่า ประชาชน 55% มีความคิดเห็นว่าควรลงประชามติออกจากอียู ขณะที่ 54สนับสนุนให้ No Brexit และ 32% ยังเดินหน้าให้เกิด Brexit และมีเพียง 14% ที่เห็นชอบข้อตกลงของนางเมย์


·         ดัชนีดอลลาร์ปรับแข็งค่าขึ้นมาที่ 0.05ที่ 96.97% อยู่ไม่ห่างจากระดับแข็งค่ามากที่สุดนับในรอบ 16 เดือนที่ทำไว้ในช่วงต้นสัปดาห์บริเวณ 97.69 จุด


·         ตลาดการเงินจับตาประเด็นตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน โดยเหล่าเทรดเดอร์จับตาสัญญาณการประนีประนอมกันระหว่างสองชาติมหาอำนาจในการลดความตึงเครียดของข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้นของทั้งสองฝ่าย


·         นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังเชื่อว่าค่าเงินดอลลาร์จะยังอยู่ในทิศทางที่แข็งแกร่ง โดยได้รับแรงหนุจากเฟดที่จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป และคาดว่าการขึ้นดอกเบี้ยครั้งที่ 4 จะเกิดขึ้นในเดือนหน้า เพราะได้รับแรงหนุนจากเศรษฐกิจสหรัฐฯที่แข็งแกร่งและแรงกดดันค่าแรงที่เพิ่มขึ้น

·         นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจาก CIBC World Markets กล่าวว่า รายงานยอดขายรถยนต์เป็นตัวขับเคลื่อนค่าใช้จ่ายของกลุ่มผู้บริโภคในเดือนที่แล้ว จึงทำให้ข้อมูลเดือนต.ค.ยังแข็งแกร่งและยุติการร่วงลงในช่วง 2 เดือนก่อนหน้า แต่ความกังวลอย่างมากในตลาดเกี่ยวกับเรื่องการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกในช่วงไม่กี่วันนี้ก็ไม่อาจเป็นตัวบ่งชี้สภาวะของผู้ซื้อชาวอเมริกาได้ เนื่องจากผู้บริโภคชาวอเมริกายังคงมองว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯไตรมาสที่ 4 โดยส่วนใหญ่ยังขยายตัวได้ดี โดยมีแรงหนุนจากค่าแรงที่เพิ่มขึ้นประกอบกับการขยายตัวของภาคแรงงาน แต่ข้อมูลรายไตรมาส/ไตรมาสนั้นได้รับผลกระทบจากแผนปรับลดภาษีทีค่อยๆเลือนหายไปจากตลาด

·         นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจาก Capital Economics กล่าวว่า แม้ผู้บริโภคจะยังเดินหน้าใช้จ่ายต่อไป แต่พวกเขาก็เริ่มมีสัญญาณชะลอตัวลง และจะเริ่มส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจในปีหน้า ขณะที่ความเชื่อมั่นผู้บริโภคนั้นยังคงอยู่ในระดับสูง และมีแนวโน้มจะมีการใช้จ่ายอย่างดีในกลุ่มบริการและสินค้าอื่นๆ แต่ก็ยังไม่มีแรงหนุนที่เพียงพอจากการแทนที่มาตรการเศรษฐกิจในช่วงต้นปี หรือการชดเชยภาวะคุมเข้มทางการเงินของเฟด ดังนั้น การอุปโภคบริโภคจึงมีแนวโน้มจะชะลอตัวลงในปีหน้า


·         ทีมบริหารระดับอาวุโสของนายทรัมป์ กล่าวกับสำนักข่าว Reuters โดยระบุว่า การตอบรับของจีนต่อข้อเรียกร้องทางการปฏิรูปทางการค้าของสหรัฐฯยังไม่มีแนวโน้มจะกระทบต่อการเจรจาระหว่างนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีนที่จะเกิดขึ้นในเดือนนี้


·         รัฐมนตรีกระทรวงขนส่งฝรั่งเศสกล่าวว่า ฝรั่งเศสกำลังเตรียมมาตรการที่หลากหลายไว้รองรับและจัดการกับการควบคุมและตรวจสอบสินค้าที่ท่าด่าน กรณีเกิด No-deal สำหรับ Brexit


·         ยอดส่งออกญี่ปุ่นมีแนวโน้มจะรีบาวน์ในเดือนต.ค. หลังจากที่ร่วงลงไปจากผลกระทบของภัยพิบัติธรรมชาติ แต่ความกังวลเรื่องสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีนที่จะกระทบต่ออุปสงค์โลกยังมีอยู่


ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น ท่ามกลางกระแสคาดการณ์ที่ว่ากลุ่มโอเปกจะปรับลดอุปทาน แม้ว่าปริมาณการผลิตน้ำมันดิบปรับสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์

ทั้งนี้ น้ำมันดิบ Brent เพิ่มขึ้น 1.3% ที่ระดับ 67.49 เหรียญ/บาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ WTI เพิ่มขึ้น 0.9% ที่ระดับ 56.96 เหรียญ/บาร์เรล

บริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ ฟิวเจอร์ จำกัด
121/19 ดิโอลด์ สยาม พลาซ่า ชั้น 1 ถนนพาหุรัด แขวงวังบูรพาภิรมย์ เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200
Copyright © 2014 MTS Gold Future. All right reserved