สรุปข่าวเศรษฐกิจ (ภาคค่ำ) ประจำวันที่ 4 ธันวาคม 2561

ข่าว

สรุปข่าวเศรษฐกิจ (ภาคค่ำ) ประจำวันที่ 4 ธันวาคม 2561

4 ธันวาคม 2561

• ดัชนีดอลลาร์อ่อนค่าลงในช่วงตลาดเอเชียวันนี้ประมาณ 0.37% ที่บริเวณ 96.8 จุด ท่ามกลางแรงกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯที่ร่วงลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 3 เดือน เนื่องจากบรรดานักลงทุนมีความกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มที่เฟดอาจมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่น้อยลงกว่าที่คาดไว้ รวมถึงโอกาสเกิดภาวะชะลอตัวทางเศรษฐกิจจากสัญญาณของเส้น Yield Curve ที่กลับด้าน

โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯอายุ 10 ปี ปรับลดลงสู่ระดับ 2.94% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดของเดือน ก.ย. ขณะที่ความแตกต่างระหว่างผลตอบแทนของพันธบัตรสหรัฐฯอายุ 2 ปี และ 10 ปี ลดลงมากที่สุดนับตั้งแต่เดือน ก.ค. ปี 2007

นักวิเคราะห์จาก NAB ระบุว่า การปรับลดลงของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรถือว่าเป็นแรงกดดันต่อค่าเงินดอลลาร์ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเงินสกุลหลักอื่นๆ ขณะที่เส้น Yield Curve เปรียบเทียบระหว่างพันธบัตรอายุ 3 ปี และ 5 ปี เริ่มที่จะเคลื่อนไหวแบบกลับตัว โดยล่าสุดอยู่ที่ระดับประมาณ -0.12%

นอกจากนี้ นักวิเคราะห์ยังได้เตือนอีกว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรกำลังเคลื่อนไหวใกล้แนวรับสำคัญ ซึ่งหากหลุดลงมา ค่าเงินดอลลาร์และพันธบัตรก็จะเผชิญแรงกดดันที่หนักกว่าเดิม

• ขณะที่ตลาดคาดโอกาส 87% ที่เฟดจะทำการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% ในการประชุมวันที่ 18 – 19 เดือน ธ.ค. นี้

• นักวิเคราะห์จาก Rakuten Securities ระบุว่า ตัวเลขทางเศรษฐกิจสหรัฐฯยังถือว่าอยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง จึงคาดว่าเฟดจะสามารถปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปี 2019 ซึ่งมากกว่าที่ตลาดคาดการณ์เอาไว้ พร้อมระบุว่ายังคงมีมุมมองต่อทิศทางค่าเงินดอลลาร์ไปในทิศทางขาขึ้น

• ทางด้านค่าเงินหยวนแข็งค่า 0.5% เมื่อเทียบกับดอลลาร์ที่บริเวณ 6.8375 หยวน/ดอลลาร์ หลังจากที่เมื่อวานนี้เงินหยวนแข็งค่าได้ 1.07% ซึ่งเป็นอัตราที่มากที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 25 ส.ค.

• ขณะที่ค่าเงินเยนแข็งค่า 0.5% บริเวณ 113.05 เยน/ดอลลาร์ และค่าเงินปอนด์อังกฤษแข็งค่า 0.2% บริเวณ 1.2744 ดอลลาร์/ปอนด์

• รัฐบาลสหรัฐฯคาดหวังให้ทางการจีน เร่งดำเนินการเป็นการด่วนสำหรับการยกเลิกภาษีรถยนต์ของสหรัฐฯ การควบคุมการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา และการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีระหว่างทั้ง 2 ประเทศ เพื่อที่ทั้ง 2 ฝ่ายจะสามารถพัฒนาความสัมพันธ์ทางการค้าร่วมกันได้

• อัยการสูงสุดแห่งศาลยุติธรรมยุโรป ระบุว่า อังกฤษสามารถยกเลิกแผน Brexit ได้ โดยไม่จำเป็นต้องขอความเห็นชอบจากประเทศอื่นๆ

ขณะที่ความคิดเห็นของบรรดาคณะกรรมการ จะมีการประกาศตามมาภายในวันหลัง แต่คาดว่าความคิดเห็นของคณะกรรมการน่าจะคล้อยความความคิดเห็นของอัยการสูงสุดเป็นหลัก

• ผู้ว่าธนาคารกลางแห่งประเทศจีน ระบุว่า ทางธนาคารกลางจะคงการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจอย่างยืดหยุ่นเอาไว้ดังเดิม และพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนนโยบายทันทีหากมีจำเป็นต่อเศรษฐกิจ

ถ้อยแถลงดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางกระแสคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางจีนอาจกำลังพิจารณาผ่อนคลายนโยบายการเงิน เพื่อช่วยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงด้วยอัตราที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ช่วงวิกฤติทางเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม แรงกดดันที่เกิดขึ้นกับทางธนาคารกลางอาจเบาบางลงไปส่วน หลังจากที่จีนและสหรัฐฯสามารถเจรจาสงบศึกทางการค้าลงเป็นการชั่วคราวได้สำเร็จในช่วงสุปดาห์ที่ผ่านมา

• นักวิเคราะห์จาก HSBC คาดการณ์ว่า ค่าเงินหยวนจีนจะมีความสำคัญมากขึ้นในระยะยาว แม้ว่าจีนเผชิญแรงกดดันจาก Trade war ในปัจจุบันก็ตาม นอกจากนี้ รัฐบาลจีนก็เริ่มส่งสัญญาณเกี่ยวกับการปฏิรูประบบการเงินในประเทศ ที่จะทำให้บรรดานักลงทุนต่างชาติสามารถเข้าถึงหุ้นและพันธบัตรของจีนได้มากขึ้น

• รัฐมนตรีกระทรวงการคลังแห่งฝรั่งเศส ระบุว่า การประท้วงของกลุ่ม “yellow vest” ในกรุงปารีสของฝรั่สเศศ กำลังสร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจของฝรั่งเศสอย่างหนัก ท่ามกลางผลประกอบการของธุรกิจร้านค้าปลีก โรงแรง และภัตตาคาร ที่ปรับร่วงลงอย่างมาก โดยคาดการณ์ว่าร้านค้าปลีกอาจสูญเสียผลประกอบการประมาณ 20 – 40% ขณะที่อุตสาหกรรมโรงแรงอาจสูญเสียผลประกอบการประมาณ 15 – 25%

• นายมุน แจ อิน ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ระบุว่ามีความเป็นไปได้ที่นายคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ จะเดินทางมาเยี่ยมเยียนกรุงโซลของเกาหลีใต้ และหากเกิดขึ้นจริงก็จะเป็นการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีเหนือและสหรัฐฯขึ้นไปอีกขั้น

ขณะที่ทางด้านนายไมค์ เพนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้กล่าวเมื่อเดือนที่ผ่านมาว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ต้องการผลักดันแผนขั้นเด็ดขาดในการกดดันให้เกาหลีเหนือดำเนินการปลดอาวุธนิวเคลียร์ และได้ส่งสัญญาณว่าเขาต้องการพบกับนายคิมอีกครั้ง ภายในเดือน ม.ค. – ก.พ. ปีหน้า

• ราคาน้ำมันปรับสูงขึ้นได้กว่า 1% ในช่วงระหว่างวันนี้ ท่ามกลางกระแสคาดการณ์ว่ากลุ่มจะประกาศลดกำลังการประชุมในการประชุมวันที่ 6 ธ.ค. สัปดาห์นี้ รวมถึงการปรับลดลงของปริมาณการผลิตน้ำมันในแคนาดา

โดยราคาสัญญาน้ำมัน WTI ปรับสูงขึ้น 0.58 เหรียญ หรือ 1.1% ที่บริเวณ 53.53 เหรียญ/บาร์เรล ขณะที่ ราคาสัญญาน้ำมัน Brent ปรับสูงขึ้น 0.70 เหรียญ หรือ 1.1% ที่บริเวณ 62.39 เหรียญ/บาร์เรล

นักวิเคราะห์จาก Phillip Futures ระบุว่า ราคาน้ำมันในระยะสั้นสามารถทยอยปรับตัวสูงขึ้นได้อย่างมั่นคง ท่ามกลางกระแสคาดการณ์ว่ากลุ่ม OPEC รวมถึงประเทศผู้ผลิตรายใหญ่อย่างรัสเซีย จะมีมติปรับลดกำลังการผลิตร่วมกันในการประชุมสัปดาห์นี้

บริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ ฟิวเจอร์ จำกัด
121/19 ดิโอลด์ สยาม พลาซ่า ชั้น 1 ถนนพาหุรัด แขวงวังบูรพาภิรมย์ เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200
Copyright © 2014 MTS Gold Future. All right reserved