สรุปข่าวเศรษฐกิจ (ภาคค่ำ) ประจำวันที่ 11 มกราคม 2562

ข่าว

สรุปข่าวเศรษฐกิจ (ภาคค่ำ) ประจำวันที่ 11 มกราคม 2562

11 มกราคม 2562

• ค่·       ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับค่าเงินสกุลหลักส่วนใหญ่ ท่ามกลางกลุ่มนักลงทุนที่มั่นใจมากขึ้นว่าเฟดอาจชะลอแนวทางการขึ้นดอกเบี้ยปีนี้

นักกลยุทธ์ค่าเงินอาวุโสจาก Bank of Singapore กล่าวว่า ตลาดการเงินส่วนใหญ่ตอบรับกับมุมมองเฟดไม่น่าจะขึ้นดอกเบี้ยได้ต่อ และเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ดอลลาร์อ่อนค่า รวมทั้งตลาดดูมีความหวังที่จะเห็นเฟดปรับลดดอกเบี้ยมากกว่า แต่โดยส่วนตัวก็ไม่คิดว่าจะเห็นเฟดปรับลดดอกเบี้ยได้

อย่างไรก็ดี นักลงทุนก็ยังมีท่าทีระมัดระวังในตลาดเอเชีย หลังจากที่การเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีนยังคงปราศจากรายละเอียดใดๆเพิ่มเติมถึงความคืบหน้าที่ได้ร่วมหารือกันในการประชุมช่วง 3 วันที่ผ่านมา โดยทั้ง 2 ฝ่ายใช้เวลาไปกว่าครึ่งของข้อตกลงชั่วคราว 90 วัน ระหว่างประธานาธิบดีสหรัฐฯและจีนเกี่ยวกับ Trade War

ทั้งนี้ บรรดาเทรดเดอร์ ยังมีมุมมองเชิงบวกเกี่ยวกับการเจรจาข้อตกลงทางการค้าระหว่างสองประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่น่าจะเกิดขึ้นได้  ขณะที่นายสตีเฟน มนูชิน รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง กล่าวว่า รองนายกรัฐมนตรีจีนมีแนวโน้มจะเดินทางมายังสหรัฐฯในช่วงปลายเดือนนี้เพื่อเจรจาทางการค้ากันต่อ

ดัชนีดอลลาร์ปรับลง 0.17% ที่ระดับ 95.37 จุด หรืออ่อนค่าลงมาประมาณ 2.2% ตั้งแต่ช่วงกลางเดือนธ.ค. ที่ผ่านมา จากกระแสคาดการณ์เกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ที่จะกระทบกับสหรัฐฯและจำกัดการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดในปีนี้

·       ค่าเงินหยวนแข็งค่ากลับมา 0.47% ที่ 6.7602 หยวน/ดอลลาร์ และภาพรวมขณะนี้หยวนดูจะแข็งค่ามากที่สุดนับตั้งแต่ปลายเดือนก.ค. ปีที่แล้ว

·       ค่าเงินเยนที่ถูกใช้เป็น Safe-Haven แข็งค่าขึ้น 0.1% ที่ 108.25 เยน/ดอลลาร์ สะท้อนถึงท่าทีนักลงทุนเป็นลักษณะ Wait-and-See ในปัจจุบันนี้

·       ค่าเงินยูโรแข็งค่าขึ้น 0.2% ที่ 1.1519 ดอลลาร์/ยูโร หลังอ่อนค่าไปกว่า 0.4% จากข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอภายในยูโรโซน โดยเฉพาะฝรั่งเศสและเยอรมนี ขณะที่อีซีบีถูกคาดเป็นวงกว้างว่าจะยังคงนโยบายผ่อนคลายทางการเงินต่อไปในปีนี้ จึงยังช่วยหนุนยูโรได้บ้าง

·       ค่าเงินปอนด์ทรงตัวบริเวณ 1.2752 ดอลลาร์/ปอนด์ ขณะที่นักลงทุนรอความคืบหน้าจากกรณี Brexit โดยที่นางเทเรซ่า เมย์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษจำเป็นที่จะต้องได้รับชัยชนะการโหวตสนับสนุนข้อตกลง Brexit ในสภาของเธอเท่านั้น โดยกำหนดการลงมติจะมีขึ้นในวันที่ 15 ม.ค.นี้ ขณะที่สมาชิกส่วนใหญ่ดูจะไม่พึงพอใจนางเมย์ เท่าไหร่นัก และทำให้ดูโอกาสที่เธอจะได้รับชัยชนะในการลงคะแนนเสียงมีน้อยมาก

·       การประกาศลาออกของประธาน World Bank คนปัจจุบัน ได้สร้างกระแสความกังวลครั้งใหม่ให้กับตลาด ว่าสหรัฐฯจะพยายามผลักดันว่าที่ประธานคนใหม่ที่มีมุมมองทางเศรษฐกิจเหมือนกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ หรือไม่ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น บรรดาผู้เชี่ยวชาญต่างเตือนว่า World Bank อาจเข้าสู่ภาวะวิกฤติได้

·       VP Bank คาดการณ์ว่าตลาดจะยังคงเผชิญความผันผวนอยู่ ตราบใดที่ทางสหรัฐฯและจีนยังคงมีความขัดแย้งทางการค้า อีกทั้งการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนดูจะน่ามีความกังวลมากกว่าการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯเสียอีก อย่างไรก็ตาม เชื่อมั่นว่าทางผู้นำจีนจะสามารถนำพาประเทศให้รอดพ้นจากวิกฤติครั้งนี้ไปได้

·       นักวิเคราะห์อาวุโสจาก Moody’s Investors Service กล่าวว่า ทางการจีนพยายามที่จะหาวิธีสนับสนุนสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ท่ามกลางประเด็นสงครามการค้ากับทางสหรัฐฯที่กำลังผลักดันให้รัฐบาลจีนดำเนินการใช้นโยบาย โดยจะเห็นได้ว่าเศรษฐกิจจีนชะลอตัวลงมาแถวระดับ 2% และคิดว่านี่เป็นปัญหาใหญ่จากผลกระทบจากข้อขัดแย้งทางการค้า ในทางกลับกันก็มีความเสี่ยงที่จะเห็นรัฐบาลจีนดำเนินนโยบายลดความเสี่ยงหรือลดค่าเงินหยวนได้ แต่นโยบายดังกล่าวดูจะไม่ได้ช่วยสนับสนุนการขยายตัวเท่าไหร่นัก ขณะที่เครื่องมือบางอย่างที่อาจจะตอบรับก็ยังไม่เคยผ่านการทดสอบการใช้งานจริง ไม่ว่าจะเป็นการปรับลดภาษี เพราะเราไม่มีทางจะรู้ว่าจะส่งผลต่อภาคธุรกิจและกลุ่มผู้บริโภคอย่างไร 

·       รายงานจาก Reuters ระบุว่า ทางรัฐบาลจีนมีแนวโน้มที่จะประกาศปรับลดคาดการณ์เป้าหมาย GDP ของปีนี้สู่ระดับ 6-6.5% ต่ำกว่าคาดการณ์จากปีก่อนที่ 6.5% ท่ามกลางเศรษฐกิจจีนที่กำลังเตรียมรับมือกับโอกาสที่สหรัฐฯจะประกาศขึ้นภาษีสินค้าส่งออก และปริมาณอุปสงค์ในประเทศที่แข็งแกร่ง

ทั้งนี้ จุดประสงค์ของการปรับลดคาดการณ์ครั้งนี้ น่าจะมีประกาศอย่างเป็นทางการระหว่างการประชุมของรัฐสภาจีนในเดือน มี.ค. ซึ่งเป้าหมาย GDP ดังกล่าว ได้มีหารือกันมาก่อนในการประชุมของธนาคารกลางจีนในเดือน ธ.ค. ที่ผ่านมา

·       บรรดาอุตสาหกรรมของเล่นในประเทศจีนกำลังได้รับผลกระทบอย่างหนักจาก Trade war อย่างหนัก ถึงแม้สินค้าของพวกเขาจะไม่ได้ถูกขึ้นภาษีโดยตรงก็ตาม แต่ความกังวลเกี่ยวกับการขึ้นภาษีก็กำลังกดดันผลประกอบของพวกเขาอยู่ รวมถึงการขึ้นภาษีชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์จากสหรัฐฯ ก็ได้ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตของเล่นเป็นบางส่วน

·       การเดินทางมาเยือนประเทศจีนของนายคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ เพื่อพบกับนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ในช่วง 3วันที่ผ่านมา ทั้ง 2 ได้มีการเจรจากันถึงปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ การปลดอาวุธนิวเคลียร์ และความเป็นไปได้ที่จะสามารถจัดการประชุมร่วมกันระหว่างนายคิมและนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นครั้งที่ 2

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญได้ประเมินว่า ทางเกาหลีเหนือกำลังมีความต้องการการลงทุนจากต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่ทางรัฐบาลกำลังมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาด้านเศรษฐกิจ ดังนั้นทางเกาหลีเหนือจีงมีแนวโน้มที่จะขอเข้าร่วมโครงการ Belt and Road ของประเทศจีน แต่ถึงแม้ทางจีนจะเปิดกว้างเกี่ยวกับการรับสมาชิกเพิ่มเติม แต่มีแนวโน้มที่จะยังไม่มีสิทธิ์เกาหลีเหนือเป็นสมาชิกในเร็วๆนี้แต่อย่างใด

·       การดำเนินการต่อกลุ่มผู้ประท้วง “yellow vest” ของรัฐบาลฝรั่งเศสอาจเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของพันธบัตรยูโรโซน โดยเฉพาะหากทางรัฐบาลฝรั่งเศสตัดสินใจเพิ่มงบประมาณในการดูแลและบริการประชาชน แม้อาจจะผ่อนคลายความไม่พึงพอใจของผู้ชุมนุมลงได้ แต่จะทำให้ปริมาณหนี้สินของยูโรโซนเพิ่มสูงขึ้น ท่ามกลางเศรษฐกิจที่กำลังมีความกังวลต่อแนวโน้มที่อีซีบีมีแนวโน้มที่จะพิจาณายกเลิกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ

·       นายจัสติน ทรูโด นายกรัฐมนตรีแคนาดา ระบุว่าทางแคนาดากำลังทำงานร่วมกับบรรดาผู้ประกอบการในสหรัฐฯและแคนาดา เพื่อสร้างแรงกดดันให้กับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้พิจารณายกเลิกนโยบายขึ้นภาษีเหล็กและอลูมิเนียม

·       ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลงในวันนี้ ท่ามกลางความกังวลต่อทิศทางแนวโน้มเศรษฐกิจโลก แต่การปรับลดกำลังการผลิตของบรรดากลุ่มผู้ผลิตน้ำมันก็ยังคงเป็นปัจจัยเกื้อหนุนต่อตลาด และทำให้ภาพรวมของราคาน้ำมันดิบรายสัปดาห์ยังคงแข็งแกร่ง

น้ำมันดิบ Brent ทรงตัวที่ 61.55 เหรียญ/บาร์เรล หรือลดลง 13 เซนต์ คิดเป็น -0.2% ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับลง 7 เซนต์ คิดเป็น -0.1% ที่ระดับ 52.52 เหรียญ/บาร์เรล

บรรดาเทรดเดอร์ กล่าวว่า ราคาน้ำมันดิบยังคงถูกกดดันจากทิศทางเศรษฐกิจโลกเป็นหลัก

ผู้จัดการพอร์ตการลงทุนจาก Frame Funds กล่าวว่า หากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ราคาน้ำมันดิบจะมีการเคลื่อนไหวที่สัมพันธ์กัน

ขณะที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มีการหั่นคาดการณ์ทิศทางการขยายตัวทางเศรษฐกิจโลก โดยปรับแนวโน้มลงต่ำกว่า 3% ในปีนี้ จากความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย ท่ามกลางข้อขัดแย้งทางการค้า

• นักวิเคราะห์จาก DailyFX กล่าวว่า ราคาน้ำมันชะลอการฟื้นตัว หลังจากที่ไปแตะแนวต้าน 49.41 - 50.15 เหรียญ/บาร์เรล และต้องจับตาแนวต้านบริเวณ 54.51 - 55.24 เหรียญ/บาร์เรล ซึ่งหากน้ำมันฝ่ากลับขึ้นไปได้จะมีแนวต้านถัดไปที่ 59.05 เหรียญ ในทางตรงข้าม หากราคาหลุดต่ำกว่า 49.41 เหรียญ/บาร์เรล ก็มีโอกาสเห็นน้ำมันลงต่อ และจะมีเป้าหมายขาลงถัดไปที่ 42.05 - 42.55 เหรียญ/บาร์เรล
บริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ ฟิวเจอร์ จำกัด
121/19 ดิโอลด์ สยาม พลาซ่า ชั้น 1 ถนนพาหุรัด แขวงวังบูรพาภิรมย์ เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200
Copyright © 2014 MTS Gold Future. All right reserved