สรุปข่าวเศรษฐกิจ (ภาคค่ำ) ประจำวันที่ 25 มิถุนายน 2562

ข่าว

สรุปข่าวเศรษฐกิจ (ภาคค่ำ) ประจำวันที่ 25 มิถุนายน 2562

25 มิถุนายน 2562

 

· ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าทำระดับต่ำสุดในรอบ 3 เดือน เมื่อเทียบกับเงินยูโร และอ่อนค่าทำระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือน ม.ค. เมื่อเทียบกับเงินเยน ท่ามกลางแรงกดดันจากสัญญาณผ่อนคลายนโยบายการเงินจากเฟด

โดยค่าเงินยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แถว 1.1412 ดอลลาร์/ยูโร หลังจากแข็งค่าขึ้นมา 2.0% จากระดับต่ำสุดในรอบ 2 สัปดาห์ ที่ 1.1181 ดอลลาร์/ยูโร ก่อนจะย่อลงมาเคลื่อนไหวแถว 1.1396 ดอลลาร์/ยูโร

เมื่อเทียบกับเงินเยน ดอลลาร์อ่อนค่าลง 0.3% แถว 106.97 เยน/ดอลลาร์ โดยนับเป็นครั้งแรกตั้งแต่เดือน ม.ค. ที่ดอลลาร์อ่อนค่าหลุดระดับ 107 เยน/ดอลลาร์ ท่ามกลางค่าเงินเยนที่ได้รับแรงหนุนในฐานะ Safe-haven จากสัญญาณความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน

· อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯอายุ 10 ปี ปรับร่วงหลุดระดับ 2% อีกครั้ง จึงเป็นอีกปัจจัยที่กดดันค่าเงินดอลลาร์


· นักวิเคราะห์ FX จาก Barclays ประเมินว่า ค่าเงินดอลลาร์ถูกกดดันจากสัญญาณผ่อนคลายนโยบายการเงินของเฟด ทำให้ค่าเงินดอลลาร์สูญเสียความได้เปรียบเมื่อเทียบสกุลเงินในกลุ่มประเทศ G10 ท่ามกลางภาวะที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัว อย่างไรก็ตาม สัญญาณการชะลอตัวของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะจีนและยูโรโซน บ่งชี้ว่าค่าเงินดอลลาร์จะรีบาวน์ขึ้นได้ภายในปี 2020

ดัชนีดอลลาร์อ่อนค่า 0.1% แถว 95.909 จุด หลังจากอ่อนค่าลงไปกว่า 1.7% ในช่วง 5 วันทำการที่ผ่านมา และทำระดับต่ำสุดในรอบ 3 เดือน ที่ 95.843 จุด

· ตลาดจะจับตานายเจอโรม โพเวลล์ ประธานเฟด และสมาชิกเฟดส่วนหนึ่ง ที่จะออกมากล่าวถ้อยแถลงภายในคืนนี้ โดยคาดการณ์ว่าเฟดจะยังคงท่าทีส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายการเงิน

นอกจากนี้ ตลาดจะจับตาการประชุม G20 ปลายสัปดาห์นี้ ซึ่งผู้นำสหรัฐฯและจีนจะมีการกลับมาเจรจาทางการค้าอีกครั้ง ท่ามกลางความคาดหวังว่าจะได้เห็นการสงบศึกทางการค้าของทั้งสอง



· นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ทั้งคู่ถูกคาดการณ์ว่า จะมาพบกันโดยตรงระหว่างการประชุม G20 ที่จะจัดขึ้นปลายสัปดาห์นี้ ท่ามกลางทุกๆสายตาในตลาดที่กำลังจดจ้องไปยังการเจรจาของทั้งสองผู้นำ ว่าจะสามารถหาข้อตกลงที่จะมาหยุดข้อขัดแย้งทางการค้าได้หรือไม่

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์จากสถาบัน Evercore ISI คาดการณ์ ผลลัพธ์ของการเจรจาไว้ 3 กรณี โดย กรณีที่ 1) คือ สหรัฐฯตกลงที่จะชะลอการขึ้นภาษีจีนเพิ่มเติมออกไปโดยไม่มีกำหนด กรณีที่ 2) คือ สหรัฐฯเลื่อนการขึ้นภาษีออกไปโดยมีกำหนดระยะเวลาที่ชัดเจน และ กรณีที่ 3) คือ สหรัฐฯไม่มีการกล่าวถึงการขึ้นภาษีเพิ่มเติม ซึ่งอาจบ่งชี้สหรัฐฯมีแนวคิดที่จะประกาศขึ้นภาษี อย่าง”เร็วที่สุด”

กรณีที่ 1: สหรัฐฯตกลงที่จะชะลอการขึ้นภาษีจีนเพิ่มเติมออกไปโดยไม่มีกำหนด ยืนยันกลับมาเจรจาอีกครั้ง (โอกาสเกิด 45%)

กรณีนี้มีโอกาสเกิดขึ้นมากที่สุด โดยเป็นการที่สหรัฐฯประกาศจะชะลอการขึ้นภาษีจีนมูลค่า 3 แสนล้านเหรียญออกไปอย่างไม่มีกำหนดเวลาที่ชัดเจน ซึ่งจะทำให้ทั้งสองฝ่ายจัดการเจรจาครั้งใหม่ตามมา ขณะเดียวกันก็จะเกิดความไม่แน่นอนในตลาดทั้งสหรัฐฯ จีน และทั่วโลก เพราะไม่แน่ใจว่าเมื่อไหร่ที่สหรัฐฯจะกลับมาขึ้นภาษี แต่กรณีนี้จะทำให้ฝั่งสหรัฐฯมีความยืดหยุ่นมากที่สุด

กรณีที่ 2: สหรัฐฯเลื่อนการขึ้นภาษีออกไปโดยมีกำหนดระยะเวลาที่ชัดเจน ยืนยันกลับมาเจรจาอีกครั้ง (โอกาสเกิด 35%)

เป็นกรณีที่มีโอกาสเกิดขึ้นมากที่สุดรองลงมา โดยทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะกลับมาเจรจากัน ในขณะที่สหรัฐฯเลื่อนการขึ้นภาษีออกไป โดยมีกำหนดระยะเวลาที่ชัดเจน

คาดโอกาสเกิดกรณีนี้ไว้ที่ 35% และน่าจะเป็นกรณีที่ฝั่งจีนและตลาดหุ้นชื่นชอบมากที่สุด เพราะจะเปรียบเสมือนการเปิดช่องว่างให้ “พักหายใจ” รวมถึง “มีความชัดเจน” ต่อกรอบระยะเวลาของการเจรจาที่จะเกิดขึ้นตามมา แต่ในขณะเดียวกัน ทางสหรัฐฯจะถูกกรอบเวลาดังกล่าวกดดัน และสูญเสียความยืดหยุ่นในการเจรจา

กรณีที่ 3 : สหรัฐฯ-จีนไม่กล่าวถึงการขึ้นภาษีเพิ่มเติม บ่งชี้ว่าจะประกาศขึ้นภาษีอย่าง”เร็วที่สุด” (โอกาสเกิด 20%)

นี่เป็นกรณีที่เลวร้ายที่สุดที่จะเกิดขึ้นต่อฝั่งจีนและตลาด เนื่องจากจะเป็นอีกปัจจัยที่กดดันการเติบโตของเศรษฐกิจจีน และตอกย้ำความกังวลของนักลงทุน ว่าสงครามการค้าของทั้งสองฝ่ายอาจยืดเยื้อออกไปเป็นระยะเวลาที่นานกว่าเดิม

กรณีนี้ยังบ่งชี้ว่า สหรัฐฯจะเดินหน้าขึ้นภาษีสินค้าน้เข้าจากจีนอีก 10% เป็นมูลค่า 3 แสนล้านเหรียญ และเมื่อเป็นเช่นนั้น สิ่งเดียวที่รัฐบาลของทั้งสองประเทศจะพอช่วยหนุนความเชื่อมั่นของตลาดได้ คือการที่พวกเขาพยายามรักษาการติดต่อกันเอาไว้

สำหรับกรณีนี้ สินทรัพย์ที่น่าจะได้รับผลประโยชน์มากที่สุด คือ ทองคำและพันธบัตร ขณะที่ตลาดหุ้นจะถูกกดกันลงมาอย่างหนัก โดยล่าสุด ตลาดทองคำมีการเคลื่อนไหวที่ร้อนแรง และขึ้นไปทำระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2013 เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ขณะที่นักลงทุนก็พากันเข้าซื้อพันธบัตร ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯอายุ 10 ปี ปรับร่วงลงทำระดับต่ำสุดตั้งแต่ปี 2016

กรณีดังกล่าวมีโอกาสขึ้นน้อยที่สุด ที่ 20% และนักวิเคราะห์บางส่วนยังมองว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดขึ้น เมื่อพิจารณาจากสภาพของเศรษฐกิจในและจุดยืนทางการเมืองของทั้งสองฝ่ายในปัจจุบัน

· นายลุยจิ ดิ ไมโอ รองนายกรัฐมนตรีอิตาลี แสดงความเชื่อมั่นว่า สหภาพยุโรปจะยอมให้อิตาลีเพิ่มยอดขาดดุล หากการกระทำดังกล่าวสามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของอิตาลีได้จริง


· รายงานจาก Reuters ระบุว่า นายหลิว เฮ่อ รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจจีน ได้มีการพูดคุยผ่านทางโทรศัพท์ร่วมกับ นายโรเบิร์ต ไรท์ไฮเซอร์ ตัวแทนการค้าสหรัฐฯ และนายสตีเว่น มนูชิน รัฐมนตรีกระทรวงการคลังสหรัฐฯ เมื่อวานนี้ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการพบกันระหว่างผู้นำของทั้งสองประเทศ ในที่ประชุม G20 ปลายสัปดาห์นี้

โดยนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน จะพบกันโดยตรงระหว่างการประชุม G20 วันที่สอง ซึ่งก็คือวันเสาร์ที่ 29 มิ.ย. และยังเป็นการพบกันโดยตรงครั้งแรกของทั้งสองผู้นำ นับตั้งแต่ที่การเจรจาของทั้งสองฝ่ายประสบความล้มเหลวเมื่อ พ.ค.

· นอกจากนี้ รายงานจากเจ้าหน้าที่อาวุโสประจำทำเนียบขาวระบุว่า นายทรัมป์ สามารถยอมรับผลการเจรจาที่จะเกิดขึ้นได้ “ไม่ว่าจะออกมาในรูปแบบใด”

· อิหร่านออกมาประกาศว่า การที่สหรัฐฯออกมาตรการคว่ำบาตรฉบับใหม่ที่พุ่งเป้าไปยัง นายอยาตอลเลาห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน นั่นหมายถึง “จุดจบของวิธีทางการทูต” ทุกประการระหว่างทั้งสองประเทศ

เมื่อวานนี้ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลงนามคำสั่งเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรฉบับใหม่ต่ออิหร่านเพื่อตอบโต้การโจมตีโดรนสหรัฐฯเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

· นายจอห์น โบลตัน ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงระหว่างประเทศประจำทำเนียบขาว ระบุว่า ประธานาธิบดีสหรัฐฯยังเปิดกว้างต่อการเจรจาร่วมกับอิหร่าน แม้สหรัฐฯจะประกาศคว่ำบาตรผู้นำอิหร่านไปแล้วก็ตาม

อย่างไรก็ตาม กระแสตอบรับของอิหร่านในภาพรวมดูจะปฏิเสธข้อเสนอเจรจาของสหรัฐฯ โดยถ้อยแถลงของเอกอัคราชทูตอิหร่านประจำสหรัฐฯ ระบุว่า อิหร่านจะไม่ยอมตอบรับการเจรจากับสหรัฐฯอย่างเด็ดขาด ตราบใดที่ยังถูกสหรัฐฯคว่ำบาตร

ส่วนถ้อยแถลงของรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศของอิหร่าน ระบุว่า การคว่ำบาตรอิหร่านเป็นสัญญาณว่า สหรัฐฯปฏิเสธวิธีการทางการทูต และกระหายสงคราม

· รายงานจาก Bloomberg ระบุว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ มีการพูดคุยเป็นการส่วนตัว ว่าด้วยการยกเลิกสนธิสัญญาด้านการป้องกันประเทศร่วมกับญี่ปุ่น ซึ่งทรัมป์มองว่าเป็นข้อตกลงที่ทำให้สหรัฐฯเสียผลประโยชน์

อย่างไรก็ตาม รายงานระบุว่า นายทรัมป์ไม่ได้มีแนวคิดที่จะดำเนินการยกเลิกสัญญาดังกล่าว และมีความเป็นไปได้ที่ต่ำที่จะลงมือทำเช่นนั้น

ทั้งนี้ นายทรัมป์เชื่อว่า สนธิสัญญาที่มีอายุมากกว่า 60 ปี สร้างความเสียเปรียบให้กับสหรัฐฯ เพราะว่า ญี่ปุ่นจะไม่สามารถส่งกองทัพเพื่อช่วยเหลือสหรัฐฯด้านการปกป้องประเทศได้

นอกจากนี้ นายทรัมป์ยังได้พูดถึง การจ่ายค่าชดเชยสำหรับการย้ายฐานทัพของสหรัฐฯออกจากเมืองโอกินาว่าของญี่ปุ่น

· การเดินทางไปร่วมประชุม G20 ที่จัดขึ้น ณ ประเทศญี่ปุ่น ปลายสัปดาห์นี้ ของนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ถือเป็นครั้งแรกที่เขาเดินทางเยือนญี่ปุ่น นับตั้งแต่ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี

นักวิเคราะห์ยังมีมุมมองว่า ความสัมพันธ์ระหว่างนายจิ้นผิง และนายชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น แม้จะเริ่มต้นได้ไม่ค่อยดีนัก แต่ความสัมพันธ์ของทั้งสองก็พัฒนาดีขึ้นเรื่อยในช่วงปีที่ผ่านมา โดยมีปัจจัยที่กระตุ้นให้ทั้งสองประเทศหันเข้าหากันมากขึ้น คือนโยบาย “America First” ของประธานาธิบดีสหรัฐฯ

นอกจากนี้ เนื่องจากบรรดาผู้นำประเทศกลุ่ม G20 จะเดินทางมายังญี่ปุ่น นายอาเบะ จะเล่นบทบาทของตัวกลางระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านที่กำลังเกิดประเด็นความขัดแย้งกัน โดยในช่วงกลางเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา นายอาเบะได้เดินทางเยือนอิหร่านและพบกับผู้นำสูงสุด เพื่อพยายามเกลี้ยกล่อมให้อิหร่านสงบศึกกับสหรัฐฯ แต่ไม่ประสบความสำเร็จและถูกผู้นำอิหร่านปฏิเสธกลับมา

· นายบอริส จอห์นสัน ผู้ชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอังกฤษ ยืนยันว่า เขาจะพยายามผลักดันให้เกิดการเจรจาข้อตกลง Brexit ร่วมกับอียูอีกครั้ง แต่ถ้ายังไม่สามารถหาข้อตกลงได้ก่อนถึงช่วงเทศกาลฮาโลวีน เขาก็จะผลักดันให้อังกฤษถอนตัวออกจากอียูตามกำหนดการเดิมวันที่ 31 ต.ค.


การดำเนินการดังกล่าว อาจทำให้ภาวะความตึงเครียดกรณี Brexit มีความรุนแรงมากขึ้นทั้งในเศรษฐกิจอังกฤษและยูโรโซน

· ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลง่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับมุมมองอุปสงค์น้ำมันดิบ อย่างไรก็ดี ราคายังคงได้รับแรงหนุนหลังจากที่สหรัฐฯประกาศคว่ำบาตรอิหร่านครั้งใหม่ ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการเมืองในตะวันออกกลาง

ราคาน้ำมันดิบ Brent ลดลง 0.5% ทีระดับ 64.52 เหรียญ/บาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันกอบWTI ลดลง 0.4% ที่ระดับ 57.66 เหรียญ/บาร์เรล


บริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ ฟิวเจอร์ จำกัด
121/19 ดิโอลด์ สยาม พลาซ่า ชั้น 1 ถนนพาหุรัด แขวงวังบูรพาภิรมย์ เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200
Copyright © 2014 MTS Gold Future. All right reserved