สรุปข่าวเศรษฐกิจ (ภาคค่ำ) ประจำวันที่ 11 กรกฎาคม 2562

ข่าว

สรุปข่าวเศรษฐกิจ (ภาคค่ำ) ประจำวันที่ 11 กรกฎาคม 2562

11 กรกฎาคม 2562

  


· ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงในช่วงตลาดวันนี้ หลังนายเจอโรม โพเวลล์ ประธานเฟด ส่งสัญญาณไปถึงการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนนี้ โดยระบุว่า จะ ”ดำเนินการอย่างเหมาะสม” เพื่อทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯสามารถคงการเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไปได้

· นักวิเคราะห์จาก Goldman Sachs ระบุว่า มุมมองส่วนใหญ่เชื่อว่าเป็นการส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายการเงินจากประธานเฟด แม้จะสร้างความประหลาดให้บ้างเล็กน้อย เนื่องจากมุมมองบางส่วนยังยึดมั่นถึงสัญญาณที่ดีจากการเจรจาการค้า และการปรับสูงขึ้นผิดคาดของการจ้างงานนอกภาคการเกษตรสหรัฐฯเมื่อไม่นานนี้

แต่ในภาพรวมของถ้อยแถลง ปัจจัยหลักที่ยังกดดันเศรษฐกิจสหรัฐฯ คือการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และอัตราเงินเฟ้อที่ยังชะลอตัว ตลาดจึงมั่นใจว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยภายในปีนี้

นอกจากถ้อยแถลงของประธานเฟดแล้ว รายงานการประชุมครั้งที่ผ่านมา ยังแสดงให้เห็นว่า มีสมาชิกจำนวนมากขึ้นที่เห็นด้วยว่า จำเป็นต้องมีการ “กระตุ้น” เศรษฐกิจในเร็วๆนี้ จึงเป็นอีกปัจจัยที่หนุนกระแสคาดการณ์เฟดปรับลดดอกเบี้ย

· ค่าเงินยูโรแข็งค่า 0.2% ในช่วงตลาดเอเชียวันนี้ แถว 1.1274 ดอลลาร์/ยูโร หลังจากปรับขึ้นได้ 0.4% เมื่อคืน

ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่า 0.5% เมื่อเทียบกับเงินเยนที่ 107.96 เยน/ดอลลาร์ โดยเป็นการปรับอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องจากระดับสูงสุดในรอบ 6 สัปดาห์ที่ 108.99 เยน/ดอลลาร์ ที่ขึ้นไปได้ก่อนทราบถ้อยแถลงของประธานเฟดเมื่อคืนนี้

ดัชนีดอลลาร์อ่อนค่าลง 0.2% แถว 96.877 จุด ปรับอ่อนค่าลงต่อเนื่องติดต่อกัน 2 ช่วงตลาด นับตั้งแต่ถ้อยแถลงของประธานเฟด และลงมาเคลื่อนไหวแดนลบในภาพรวมรายสัปดาห์

· นักวิเคราะห์จาก Societe Generale มีมุมมองว่า เป็นที่แน่นอนแล้วว่าเฟดจะทำการปรับลดดอกเบี้ยในการประชุมเดือนนี้ แต่ประธานเฟดไม่ได้ส่งสัญญาณว่าจะมีการดำเนินการเช่นไรภายหลังจากนั้นมากนัก ขณะที่ทางเรามองว่าประธานเฟดมีมุมมองที่ค่อนข้างดีต่อเศรษฐกิจหลังจากนั้น แต่ความไม่แน่นอนก็ยังคงมีอยู่มาก ค่าเงินดอลลาร์จึงน่าจะเคลื่อนไหวอยู่ภายในกรอบแคบๆในช่วงสัปดาห์ถัดไปนี้



· นักวิเคราะห์จาก FXStreet ระบุว่า ค่าเงินเยนกลับมาเทรดแถว 108.14 เยน/ดอลลาร์ ท่ามกลางการอ่อนค่าของดอลลาร์หลังถ้อยแถลงประธานเฟดดูจะกดดันทั้งผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯและค่าเงินดอลลาร์

ทั้งนี้ ค่าเงินเยนกลับมาแข็งค่าได้อีกครั้งหลังจากที่เมื่อวานนี้อ่อนค่าไปท่ี่ 108.34 เยน/ดอลลาร์ และดูมีแนวโน้มจะกลับมาแข็งค่าจากแรงขายครั้งใหม่ โดยจะมีแนวรับอยู่ที่ระดับเส้น SMA 200 แต่ก็ยังอยู่ต่ำกว่าเส้น 20 SMA ดังนั้น ภาพทางเทคนิคจึงยังมองมีโอกาสแข็งค่าลงมาต่อ ด้านเส้น RSI สะท้อนอยู่บริเวณ 47 จุด ... แต่หากแรงกดดันผ่อนคลายลงก็อาจเห็นเงินเยนกลับขึ้นไปอ่อนค่าอีกครั้งแถว 108.7 เยน/ดอลลาร์ ขึ้นอยู่กับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลเป็นหลัก

แนวรับ: 108.35 108.00 107.65

แนวต้าน: 108.70 109.00 109.40

· นายชอง คล็อด ทริเชต อดีตประธาน ECB ปี 2003 – 2011 กล่าวชืนชมนางคริสทีน ลาร์การ์ด ประธาน IMF ซึ่งจะเข้ารับตำแหน่งประธาน ECB คนไปต่อ หลังประธานคนปัจจุบันที่จะหมดวาระลงในเดือน ต.ค.

โดยนายทริเชต ระบุว่า นางลาร์การ์ดมีประสบการณ์ทำงานในฐานะรัฐมนตรีกระทรวงการคลังฝรั่งเศส และยังดำรงตำแหน่งประธาน IMF กว่า 8 ปี จึงเหมาะสมที่จะดำรงตำแหน่งผู้นำธนาคารกลางยุโรป

นอกเหนือจากนี้ บรรดารัฐมนตรีการคลังและเศรษฐกิจทั่วยุโรปยังได้กล่าวชื่มชมนางลาร์การ์ด

ยกตัวอย่างเช่น รัฐมนตรีการคลังแห่งโครเอเชีย กล่าวว่า นางลาร์การ์ด คือ “คนที่ใช่” และเธอจะชี้นำ ECB ในฐานะ “ผู้เชี่ยวชาญ ไม่ใช่ในฐานะนักการเมือง”

ขณะที่ รัฐมนตรีการคลังแห่งลิทัวเนีย กล่าวว่า การบริหาร ECB เป็นเรื่องที่เข้าใจยากเหมือนกันวิทยาศาสตร์การจรวด จึงจำเป็นต้องได้ผู้ที่มีความสามารถที่เหมาะสมเข้ามา ซึ่งนางลาร์การ์ดก็มีคุณสมบัติที่ผ่านฉลุย

รัฐมนตรีการคลังแห่งสโลวีเนีย กล่าวว่า นางลาร์การ์ดเป็นผู้นำทางการเงินที่ประสบการณ์อย่างล้นหลาม และเธอก็จะเป็นผู้นำ ECB ที่ยอดเยี่ยมคนหนึ่ง

ทั้งนี้ บรรดารัฐมนตรีการคลังในยุโรปส่วนใหญ่ เชื่อว่า นางลาร์การ์ดจะคงจุดยืนการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายของ ECB ต่อไป ขณะที่รัฐมนตรีการคลังแห่งลิทัวเนีย แนะนำว่า ECB ควรปฏิรูปการดำเนินนโยบายการเงินให้เกื้อหนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจแบบยั่งยืนทั่วทั้งยูโรโซน ซึ่งยูโรโซนยังคงเผชิญกัลภาวะการเติบโตของเศรษฐกิจที่ฝืดเคืองมาตั้งแต่วิกฤติทางการเงินปี 2008 โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับสหรัฐฯ หรือจีน

· ศาสตราจารย์ประจำ Yale University และอดีตผู้บริหาร Morgan Stanley Asia ระบุว่า การดำเนินนโยบายคว่ำบาตร Huawei ของทีมบริหารประธานาธิบดีสหรัฐฯชุดปัจจุบัน ตั้งอยู่บนพื้นฐานของ “การเสียดสีและการคาดเดา” มากกว่าที่จะตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง

กล่าวคือ เขาไม่เชื่อว่า Huawei เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของสหรัฐฯตามที่ทีมบริหารอ้าง แต่เนื่องจากทีมบริหารไม่ได้ดำเนินนโยบายตามหลักของความเป็นจริง แต่เป็นการดำเนินนโยบายการกระแสของการเมือง ดังนั้นจึงมีโอกาสที่การคว่ำบาตร Huawei จะดำเนินต่อไป และยังรวมไปถึงโอกาสขึ้นภาษีครั้งต่อๆไป

นอกจากนี้ ยังได้เตือนว่า นักลงทุนไม่ควรคาดหวังว่าสหรัฐฯและจีนจะสามารถบรรลุข้อตกลงการค้าร่วมกันได้ ก่อนที่การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯปี 2020 จะผ่านพ้นไป แม้มุมมองเกี่ยวกับโอกาสเกิดข้อตกลงจะค่อนข้างสดใส แต่ยังเร็วเกินไปที่จะตัดสินได้

· อดีตเอกอัคราชทูตสหรัฐฯประจำประเทศจีนในสมัยรัฐบาลโอบามา ให้สัมภาษณ์กับ CNBC ว่า การขึ้นภาษีกับประเทศจีน กลายเป็น “เรื่องปกติครั้งใหม่” ไปแล้ว ดังนั้นการขึ้นภาษีจะดำเนินต่อไป โดยไม่มีการยกเลิก เพิ่มขึ้นหรือลดลง ขณะที่การคว่ำบาตรอาจได้รับการผ่อนคลายบ้าง หรือจีนเข้าซื้อสินค้าเกษตรจจากสหรัฐฯมากขึ้น แต่ก็คงได้เพียงเท่านี้

· รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศแห่งเกาหลีใต้ ได้มีการเจรจากับนายไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศแห่งสหรัฐฯ เกี่ยวกับการถูกญี่ปุ่นจำกัดการนำเข้าสินค้ากลุ่มโทคโนโลยี ว่าเป็นเรื่องที่เกาหลีใต้ “ไม่พึงประสงค์” ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าเกาหลีใต้กำลังเรียกร้องการช่วยเหลือจากสหรัฐฯ ท่ามกลางความขัดแย้งทางการค้าร่วมกับญี่ปุ่นที่มีแนวโมจะขยายตัวรุนแรงขึ้น

นอกจากนี้ ทางรัฐบาลเกาหลีใต้ยังได้ประกาศว่า จะมีการอัดฉีดเม็ดเงินเป็นมูลค่า 3 แสนล้านวอน (2.548 แสนล้านเหรียญ) เข้าสู่เศรษฐกิจเพื่อกระตุ้นการเติบโตของภาคการผลิตให้ประเทศ เพื่อทดแทนการนำเข้าสินค้าจากญี่ปุ่นที่จะถูกจำกัดลง โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มชิฟประมวลผลและหน้าจอแสดงผล

· นักวิเคราะห์จาก J.P. Morgan มีความเห็นว่า หากเฟดทำการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนนี้จริง จะเป็นการช่วยผ่อนคลายแรงกดดันกับธนาคารกลางจีน ให้พวกเขาสามารถผ่อนคลายนโยบายการเงินลง และพิจารณาว่านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่พวกเขาออกมาก่อนหน้านี้ กำลังส่งผลกระทบที่แท้จริงเช่นไรต่อเศรษฐกิจ

ขณะที่นักวิเคราะห์บางส่วนเชื่อว่า หากเฟดปรับลดดอกเบี้ย ธนาคารกลางกลางจีนก็จะทำการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงตามเช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ ธนาคารกลางจีนก็จะเผชิญแรงกดดันที่น้อยลง และสามารถปล่อยให้ค่าเงินหยวนอ่อนค่าลงได้มากกว่านี้ เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายในการควบคุมค่าเงินหยวนให้อยู่ในภาวะสมดุล

· สัญญาณความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและจอร์เจียกำลังขยายตัวรุนแรง ท่ามกลางเหตุการณ์ประท้วงของกลุ่มต่อต้านรัสเซียในเมืองหลวงของจอร์เจีย

ขณะที่ทางรัสเซีย มีผู้เสนอนโยบายให้คว่ำบาตรจอร์เจียไปเสีย แต่ทางนายวลาดิเมีย ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าวไป พร้อมระบุว่า ควรให้ความสำคัญกับการรื้อฟื้นความสัมพันธ์อันดีระหว่างทั้ง 2 ฝ่าย มากกว่าที่จะยอมถูกยั่วโทสะจากกลุ่มผู้ไม่ประสงค์ดี

สิ่งที่เกิดขึ้น?

รัฐบาลรัสเซียมีการกล่าวหาว่า พรรคฝ่ายค้านในจอร์เจียกำลังพยายามปลุกระดมกระแสต่อต้านรัสเซียจากภายในประเทศ ส่งผลให้เกิดการชุมนุมประท้วงจากประชาชนจอร์เจียนับพันในพื้นที่รัฐสภาของจอร์เจีย และขยายตัวเป็นความรุนแรงจนทำให้มีผู้บาดเจ็บถึง 240 ราย

ทั้งนี้ กระแสต่อต้านรัสเซียในจอร์เจียส่งสัญญาณความรุนแรงมาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ปี 2008 ที่เกิดเป็นความขัดแย้งทางการทหารระหว่างทั้ง 2 ประเทศ และจอร์เจียก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ไป

· สัญญาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 6 สัปดาห์ เนื่องจาก


ได้มีการอพยพคนงานจากแท่นผลิตน้ำมัน 15 แท่น และแท่นขุดเจาะก๊าซธรรมชาติ 4 แท่น ออกจากพื้นที่ ก่อนการก่อตัวของพายุดีเปรชชั่นเขตร้อนในอ่าวเม็กซิโก ขณะที่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเรือบรรทุกน้ำมันของอังกฤษในตะวันออกกลางส่งผลให้เกิดความตึงเครียดอย่างต่อเนื่องในภูมิภาค

ราคาสัญญาน้ำมันดิบ Brent เพิ่มขึ้น 0.5% ที่ระดับ 67.37 เหรียญ/บาร์เรล ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบ WTI เพิ่มขึ้น 0.5% ที่ระดับ 60.75 เหรียญ/บาร์เรล

บริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ ฟิวเจอร์ จำกัด
121/19 ดิโอลด์ สยาม พลาซ่า ชั้น 1 ถนนพาหุรัด แขวงวังบูรพาภิรมย์ เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200
Copyright © 2014 MTS Gold Future. All right reserved