สรุปข่าวเศรษฐกิจ (ภาคค่ำ) ประจำวันที่ 19 กรกฎาคม 2562

ข่าว

สรุปข่าวเศรษฐกิจ (ภาคค่ำ) ประจำวันที่ 19 กรกฎาคม 2562

19 กรกฎาคม 2562

  


· ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นได้เล็กน้อยในช่วงตลาดวันนี้ หลังจากที่ปรับอ่อนค่าลงอย่างหนักจากถ้อยแถลงของนายจอห์น วิลเลียม ประธานเฟดสาขานิวยอร์ก ที่กล่าวถึงการออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่เร็วขึ้น จึงหนุนกระแสคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับลดดอกเบี้บด้วยอัตราที่มากขึ้นในการประชุมเดือนนี้

ค่าเงินดอลลาร์ฟื้นตัวได้เล็กน้อยหลังจากโฆษกประจำเฟดสาขานิวยอร์กระบุว่า ถ้อยแถลงของนายวิลเลียมเป็นเพียงผลการวิจัยของทางเฟดเท่านั้น ไม่ได้เป็นแนวทางการดำเนินนโยบายการเงินในระยะสั้นของเฟดแต่อย่างใด

ตลาดคาดการณ์เป็นที่แน่นอนแล้วว่า เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% ในการประชุมเดือนนี้ แต่หลังจากหลังถ้อยแถลงของนายวิลเลี่ยม ส่งผลให้เริ่มมีกระแสคาดการณ์ว่า เฟดอาจปรับลดดอกเบี้ยลงมากถึง 0.50%

· ค่าเงินยูโรอ่อนค่า 0.2% แถว 1.1261 ดอลลาร์/ยูโร โดยยังเป็นการเคลื่อนไหวอยู่ภายในกรอบตลอดสัปดาห์นี้ ท่ามกลางตลาดที่รอการประชุมของอีซีบีในสัปดาห์หน้า

ดัชนีดอลลาร์ทำระดับต่ำสุดในรอบ 2 สัปดาห์ที่ 96.648 จุด ก่อนจะรีบาวน์ขึ้นมาแถว 96.855 จุด ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่า 0.3% เมื่อเทียบกับเงินเยนที่ 107.60 เยน/ดอลลาร์




· นักวิเคราะห์ FXStreet กล่าวว่า ค่าเงินยูโรมีความผันผวนในตลาดเอเชียและผันผวนลงมาแถว 1.1282 ดอลลาร์/ยูโร จากข้อมูล PPI เยอรมนีออกมาแย่กว่าที่คาด ที่ดูจะช่วยให้ดอลลาร์กลับมาแข็งค่าขึ้นได้อีกครั้ง หลังจากที่ดิ่งลงจากถ้อยแถลงของประธานเฟดสาขานิวยอร์ก

ทั้งนี้ ดูเหมือนค่าเงินยูโรจะทำ Double Bottom บริเวณเส้น Neckline ของแนวต้านที่ 1.1286 ดอลลาร์/ยูโร ซึ่งสามารถ Break ระดับดังกล่าวไปได้มีโอกาสปรับขึ้นแตะ 1.1380 ดอลลาร์/ยูโร (ซึ่งเป็นเป้าหมายต่อไป) แต่หากหลุดต่ำกว่า 1.1262 ดอลลาร์/ยูโร มีโอกาสปรับตัวลงแตะระดับต่ำสุดบริเวณ 1.1240 ดอลลาร์/ยูโร

· นักวิเคราะห์ FXStreet กล่าวว่า ค่าเงินยูโรมีความผันผวนในตลาดเอเชียและผันผวนลงมาแถว 1.1282 ดอลลาร์/ยูโร จากข้อมูล PPI เยอรมนีออกมาแย่กว่าที่คาด ที่ดูจะช่วยให้ดอลลาร์กลับมาแข็งค่าขึ้นได้อีกครั้ง หลังจากที่ดิ่งลงจากถ้อยแถลงของประธานเฟดสาขานิวยอร์ก

ทั้งนี้ ดูเหมือนค่าเงินยูโรจะทำ Double Bottom บริเวณเส้น Neckline ของแนวต้านที่ 1.1286 ดอลลาร์/ยูโร ซึ่งสามารถ Break ระดับดังกล่าวไปได้มีโอกาสปรับขึ้นแตะ 1.1380 ดอลลาร์/ยูโร (ซึ่งเป็นเป้าหมายต่อไป) แต่หากหลุดต่ำกว่า 1.1262 ดอลลาร์/ยูโร มีโอกาสปรับตัวลงแตะระดับต่ำสุดบริเวณ 1.1240 ดอลลาร์/ยูโร

· นักวิเคราะห์จาก Danske Bank กล่าวว่า ความเชื่อมั่นในตลาดการเงินเปลี่ยนกลับมาเป็นบวก หลังสมาชิกเฟด อย่างประธานเฟดสาขานิวยอร์ก และรองประธานเฟด กล่าวถ้อยแถลงที่กล่าวย้ำถึงการปรับปลี่ยนแนวทางมาดำเนินนโยบายแบบผ่อนคลาย ก่อนที่เศรษฐกิจสหรัฐฯจะเข้าสู่สภาวะย่ำแย่

และถ้อยแถลงที่ค่อนข้างสอดคล้องกัน ได้ส่งผลให้ดอลลาร์อ่อนค่า รวมถึงอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯปรับตัวลดลง ประกอบกับตลาดกลับมาคาดการณ์ว่าจะเห็นเฟดลดดอกเบี้ย 0.5% ในการประชุมเดือนนี้ จากเดิมคาดไว้ที่ 0.25% ด้านยูโรทรงตัวบริเวณ 1.1260 ดอลลาร์/ยูโร

ทั้งนี้ ตลาดมองว่ามีโอกาส 60% ที่เฟดจะลดดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมเดือนนี้ แต่อีก 40% ก็มองเป็นไปได้ที่จะเห็นเฟดลด 0.50% ซึ่งภาพรวมเชื่อว่าเฟดไม่ต้องการเซอร์ไพร์สตลาดในการประชุมวาระนี้ และนอกจากเฟดจะลดดอกเบี้ยในการประชุมเดือนนี้ ก็อาจเห็นเฟดปรับลดดอกเบี้ยได้ต่อในช่วงที่เหลือของปีนี้ อยู่ที่สัญญาณชี้นำของเฟดว่าจะมีท่าทีเข้มงวดขึ้นในการดำเนินนโยบายก.ค.นี้เช่นไร

· Michelle Meyer หัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจสหรัฐฯจาก Bank of America ระบุว่า เป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อที่เศรษฐกิจยังคงแข็งแกร่ง โดยสหรัฐฯมีการจ้างงานเพิ่มขึ้นถึง 224,000 ตำแหน่ง มียอดค้าปลีกที่แข็งแกร่งกว่าที่คาด และดัชนี Core CPI ก็ขยายตัวได้ถึง 0.3% ในเดือนที่ผ่านมา ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมก็เริ่มกลับมาขยายตัวได้ ภาพรวมตัวเลขทางเศรษฐกิจก่อนเข้าสู่การประชุมเฟดครั้งต่อไปจึงดูสดใสมากทีเดียว

อย่างไรก็ตาม Meyer และบรรดานักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ต่างเชื่อมั่นว่าเฟดจะประกาศลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% ในวันที่ 31 ก.ค. นี้ ซึ่งจะเป็นการปรับลดดอกเบี้ยครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2008 และน่าจะมีการปรับลดดอกเบี้ยครั้งต่อๆไปตามมาอีก และล่าสุด ตลาดก็เริ่มคาดการณ์กันว่า เฟดอาจปรับดอกเบี้ยด้วยอัตราที่มากกว่านี้อีก

โดยตลาดคาดการณ์โอกาสถึง 100% ที่เฟดจะปรับลดดอกเบี้ยลง 0.25% ในการประชุมครั้งนี้ ขณะที่โอกาสที่เฟดจะปรับลดดอกเบี้ยลง 0.50% ล่าสุดเพิ่มสูงขึ้นมาที่ระดับ 59% หลังถ้อยแถลงของประธานเฟดสาขานิวยอร์กที่ดูสนับสนุนการปรับลดดอกเบี้ย เทียบกับก่อนหน้านี้ที่ตลาดคาดการณ์โอกาสดังกล่าวไว้ที่ 35% ยิ่งไปกว่านั้น หลังถ้อยแถลงของรองประธานเฟด โอกาสดังกล่าวพุ่งขึ้นถึงระดับ 69%

· Joseph LaVorgna หัวหน้าฝ่ายเศรษฐศาสตร์จาก Natixis ระบุว่า ถ้อยแถลงของบรรดาประธานเฟดสาขาต่างๆ ดูจะสนับสนุนให้เฟดปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.50% โดยอาจจะดูเป็นเรื่องแปลก ที่เฟดจะปรับลดดอกเบี้ยในขณะที่ตัวเลขทางเศรษฐกิจแข็งแกร่ง แต่นั่นแหละ ที่เป็นปัจจัยผลักดันให้เฟดปรับลดดอกเบี้ย โดยเฟดอาจพิจารณาปรับลดดอกเบี้ยลง 0.50% และต่อจากนั้น เฟดก็จะกลับมาวิเคราะห์แนวทางดำเนินจากความแข็งแกร่งของตัวเลขเศรษฐกิจอีกครั้ง แต่คราวนี้เฟดจะมีทางเลือกสำหรับการออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่มากกว่าเดิม

· รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศแห่งอิหร่าน ปฏิเสธข่าวที่ว่าโดรนสำรวจของอิหร่านถูกเรือรบสหรัฐฯยิงทำลาย โดยระบุว่า อิหร่านไม่ได้สูญเสียโดรนสำรวจไปแม้แต่ตัวเดียว พร้อมแสดงคิดเห็นว่า โดรนที่ถูกทำลาย อาจเป็นโดรนของสหรัฐฯ ที่ถูกเรือรบ USS Boxer ยิงทำลายไปด้วยความผิดพลาดเสียเอง

· นายทาโร่ โคโนะ รัฐมนตรีต่างประเทศแห่งญี่ปุ่น เรียกพบและตำหนิเอกอัคราชทูตญี่ปุ่นประจำเกาหลีใต้ ท่ามกลางทิศทางของความขัดแย้งทางการค้าระหว่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ที่เลวร้ายลง หลังเกิดเหตุชายชาวเกาหลีใต้จุดไฟเผาตัวหน้าสถานทูตญี่ปุ่นในกรุงโซล เกาหลีใต้ เพื่อเป็นการประท้วงรัฐบาลญี่ปุ่น ก่อนที่ชายผู้นั้นจะเสียชีวิตจากพิษบาดแผล

· ญี่ปุ่นจะมีการเลือกตั้งขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์นี้ ซึ่งผลสำรวจส่วนใหญ่มองไปในทิศทางเดียวกัน คือการที่รัฐบาลชุดปัจจุบันที่มีนายชินโซ อาเบะ เป็นนายกรัฐมนตรี จะสามารถครองเสียงข้างมากได้เช่นเดิม

โดยปัจจุบันพรรค LDP ของนายอาเบะ และพรรคร่วมรัฐบาล Komeito ครองเสียงข้างมากในสภาสูงที่ 147 จาก 242 ที่นั่ง ซึ่งโพลสำรวจเชื่อว่า พรรคร่วมรัฐบาลจะครองที่นั่งในสภาสูงได้อย่างน้อย 124 ที่นั่งเป็นที่ค่อนข้างแน่นอนแล้ว

ทิศทางของการเลือกตั้งครั้งนี้ บ่งชี้ถึงภาวะทางการเมืองที่มั่นคงของญีปุ่น อย่างไรก็ตาม หลังจากมีรายงานเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจญี่ปุ่น การส่งออกที่ชะลอตัว และรายงานที่ระบุว่า ผู้เกษียณอาจไม่สามารถครองชีพได้ด้วยเพียงเงินบำเน็จบำนาญเพียงอย่างเดียว อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้รัฐบาลของนายอาเบะสูญเสียความเชื่อมั่นลงไปบ้าง

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์จาก Bank of America Merrill Lynch มีมุมมองว่า รัฐบาลญี่ปุ่นควรหันมาเพิ่มค่าใช้จ่ายของรัฐบาลเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ มากกว่าที่จะพึ่งพานโยบายการเงินของธนาคารกลางที่อยู่ในระดับผ่อนคลายเป็นพิเศษเพียงอย่างเดียว

· ทีมตัวแทนการเจรจาการค้าของสหรัฐฯและจีนได้มีการเจรจาผ่านทางโทรศัพท์ร่วมกันแล้วในวันนี้ แม้จะยังไม่มีรายงานความคืบหน้า แต่นายสตีเว่น มนูชิน รัฐมนตรีการคลังสหรัฐฯ ได้ส่งสัญญาณว่า การพบกันโดยตรงระหว่างตัวแทนของทั้ง 2 ประเทศจะตามมาภายหลังอย่างแน่นอน


· ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น ท่ามกลางความตึงเครียดที่ีเกิดขึ้นอีกครั้งในตะวันออกกลางหลังจากนายโดนัลด์ ทรัมป์ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้แถลงที่ทำเนียบขาวว่า เรือรบยูเอสเอส บ็อกซ์เซอร์ของกองทัพเรือสหรัฐฯ ได้ยิงทำลายโดรนลำหนึ่งของอิหร่านซึ่งคุกคามเรือรบของสหรัฐฯ

โดยภาพรวมรายสัปดาห์ของน้ำมันดิบทั้งสองชนิดยังคงลดลงเป็นสัปดาห์ที่ 7 เนื่องจากความหวังที่จะบรรเทาความตึงเครียดในตะวันออกกลาง รวมทั้งความกังวลเกี่ยวกับอุปสงค์น้ำมันและผลกระทบพายุสหรัฐอเมริกาที่ลดลง

น้ำมันดิบ Brent เพิ่มขึ้น 1.3% ที่ระดับ 62.74 เหรียญ/บาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบ WTI เพิ่มขึ้น 1.1% ที่ระดับ 55.89 เหรียญ/บาร์เรล



บริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ ฟิวเจอร์ จำกัด
121/19 ดิโอลด์ สยาม พลาซ่า ชั้น 1 ถนนพาหุรัด แขวงวังบูรพาภิรมย์ เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200
Copyright © 2014 MTS Gold Future. All right reserved