สรุปข่าวเศรษฐกิจ (ภาคเช้า) ประจำวันที่ 13 มีนาคม 2561

ข่าว

สรุปข่าวเศรษฐกิจ (ภาคเช้า) ประจำวันที่ 13 มีนาคม 2561

13 มีนาคม 2561
 

• ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง โดยตลาดได้รับแรงกดดันจากข้อมูลอัตราค่าจ้างสหรัฐฯที่ปรับตัวลง และอาจฉุดให้เฟดไม่สามารถขึ้นดอกเบี้ยได้มากเกิน 3 ครั้งในปีนี้

ดัชนีดอลลาร์ปรับอ่อนค่าลง 0.2% ที่ระดับ 89.9 จุด ขณะที่ค่าเงินยูโรแข็งค่าขึ้นมาแถว 1.2335 ดอลลาร์/ยูโร และค่าเงินเยนแข็งค่ากลับลงมา 0.4% ที่ระดับ 106.37 เยน/ดอลลาร์

• นักวิเคราะห์การตลาดอาวุโสจาก Western Union Business Solution กล่าวว่า ข้อมูลภาคแรงงานที่ผสมผสานกันของสหรัฐฯในสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ลดโอกาสการเร่งขึ้นดอกเบี้ยของเฟดลงไป แต่ค่าเงินดอลลาร์ก็อาจปรับแข็งค่าได้อีกครั้ง รวมทั้งโอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยเร็วขึ้นเช่นกัน หากค่าแรงขยายตัวได้เหนือ 3%

ทั้งนี้ ค่าจ้างเฉลี่ยราชั่วโมงของสหรัฐฯในเดือนก.พ. เพิ่มขึ้นเพียง 0.1% จาก 0.3% ในเดือนก่อนหน้า และส่งผลให้ภาพรวมเมื่อเทียบรายปีปรับขึ้นได้ 2.6% จาก 2.8% ในเดือนม.ค.

• ตลาดการเงินมีการกล่าวถึงประเด็นการค้ากันแล้ว ตลาดก็ยังรอคอยข้อมูลเงินเฟ้อสหรัฐฯ โดยคืนนี้จะเป็นการประกาศข้อมูลดัชนีราคาผู้บริโภค ขณะที่คืนพรุ่งนี้เป็นการประกาศดัชนีราคาผู้ผลิต

• หัวหน้านักวิเคราะห์จาก Forex.com กล่าวว่า หากข้อมูลเงินเฟ้อยังคงอ่อนตัวลงกว่าที่คาดการณ์ในสัปดาห์นี้ก็จะส่งผลให้ตลาดหุ้นปรับตัวสูงขึ้นและสร้างแรงกดดันให้ค่าเงินดอลลาร์ปรับอ่อนค่าลงมา

• นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุว่า นายวิลเบอร์ รอส รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ จะทำการเรียกร้องให้ทางสหภาพยุโรปทำการปรับลดเงื่อนไขทางการค้า เนื่องจากพวกเขาไม่ยุติธรรมต่อกลุ่มเกษตรกรและภาคอุตสาหกรรมของสหรัฐฯ พร้อมปฏิเสธมุมมองของทางสหภาพยุโรป รวมทั้งเสียงเรียกร้องจากสมาชิกวุฒิสภารีพับลิกัน

• รายงานจากรอยเตอร์ส ระบุว่า บริษัท United States Steel Corp ประกาศปรับเพิ่มคาดการณ์ผลประกอบการปีนี้สู่ระดับ 885 ล้านเหรียญ จากคาดการณ์เดิมที่ 685 ล้านเหรียญ โดยผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ของสหรัฐฯมองว่าจะได้รับอานิสงส์จากแผนการเรียกเก็บภาษีนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียมของประธานาธิบดีสหรัฐฯ

• ประธานองค์การการค้าโลกหรือ WTO กล่าวว่า การตัดสินใจเรียกเก็บภาษีนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียมของนายทรัมป์ อาจจุดฉนวนความขัดแย้งกับประเทศอื่นๆ รวมทั้งนำไปสู่สิ่งไม่คาดคิดให้เกิดขึ้นตามมาได้

• ทำเนียบขาวเปิดเผยว่า เมื่อคืนที่ผ่านมา นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้มีการเจรจากับนายจัสติน ทรูโด นายกรัฐมนตรีแคนาดา เกี่ยวกับนโยบายขึ้นภาษีนำเข้าเหล็กและอลูมิเนียม แต่ไม่มีรายงานว่าผลการเจรจาเป็นเช่นไร

อย่างไรก็ตาม นายทรัมป์ดูเหมือนจะให้ความสำคัญต่อการเจรจาภายในสนธิสัญญา NAFTA ให้ประสบความสำเร็จโดยไว เพื่อรักษาความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐฯและภาคอุตสาหกรรมทางตอนเหนือของทวีปอเมริกา รวมถึงเพื่อความมั่นคงของสหรัฐฯ

• รัฐบาลสหรัฐฯ แสดงความเชื่อมั่นว่าเกาหลีเหนือจะต้องยินยอมต่อคำร้องขอให้จัดการประชุมร่วมกันระหว่างนายคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ และนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ อย่างแน่นอน แม้ว่าทางเกาหลีเหนือจะยังไม่ได้ให้สัญญาณตอบรับใดๆในปัจุบันก็ตาม

• ที่ปรึกษาฝ่ายความมั่นคงสหรัฐฯ แสดงความคิดเห็นต่อมุมมองเชิงบวกของสหรัฐฯเกี่ยวกับการเข้าพบกันระหว่าง นายทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และ นายคิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ แต่ดูเหมือนว่าการพบกันในครั้งนี้ นายทรัมป์มีความมุ่งมั่นที่อาจสร้างแรงกดดันเพิ่มขึ้นเพื่อให้เกาหลีเหนือยุติการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์

• สมาชิกคณะกรรมการด้านข่าวกรองแห่งสหรัฐฯฝั่งรีพับลิกัน เปิดเผยผลการสอบสวนผู้ต้องสงสัยเกี่ยวกับกรณีความเกี่ยวข้องระหว่างรัสเซียและการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯเมื่อปี 2016 เบื้องต้นไม่พบหลักฐานใดๆที่เกี่ยวข้องกับการเข้าแทรกแซงการเลือกตั้งจากรัสเซีย

• นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลงนามสั่งห้ามไม่ให้บริษัท Broadcom สามารถเข้ายึด Qualcomm ซึ่งเป็นบริษัทสัญชาติสหรัฐฯได้

โดยก่อนหน้านี้ บริษัท Broadcom ได้เสนอเงินเป็นจำนวน 1.17 แสนล้านเหรียญ เพื่อขอซื้อ Qualcomm ซึ่งคณะกรรมการด้านการลงทุนระหว่างประเทศที่ขึ้นตรงกับกระทรวงการคลังแห่งสหรัฐฯ ก็ได้มีการดำเนินการสืบสวนในกรณีดังกล่าว เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการรักษาความปลอดภัยหากบริษัทต่างชาติต้องการจะเข้าซื้อบริษัทภายในสหรัฐฯ

• ความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับการเพิ่มขึ้นของปริมาณการผลิตน้ำมันดิบสหรัฐฯได้ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงเมื่อคืนนี้ แต่ภาพรวมนักลงทุนดูจะยังเข้าถือครองสถานะ Long ในอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ โดยจะเห็นได้ว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 3ปี และ 10ปี ปรับตัวขึ้น

ราคาน้ำมันดิบ WTI ปิด -1.08% ที่ระดับ 61.37 เหรียญ/บาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบ Brent ปิด -0.81% ที่ระดับ 64.96 เหรียญ/บาร์เรล จากแรงเทขายทำกำไรหลังจากที่ฟื้นตัวในคืนวันศุกร์

• อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีปรับขึ้นแตะ 2.8663% ซึ่งยังคงทรงตัวใกล้ระดับสูงสุดในรอบกว่าหลายปี

บริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ ฟิวเจอร์ จำกัด
121/19 ดิโอลด์ สยาม พลาซ่า ชั้น 1 ถนนพาหุรัด แขวงวังบูรพาภิรมย์ เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200
Copyright © 2014 MTS Gold Future. All right reserved